kriangkrai's profilePOPULATIONPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
POPULATIONsection 02 |
||||||||||
|
June 30 คตส.สรุปงานสอบ24สำนวน
คตส.สรุปงานสอบ24สำนวน
"หมัก"ออกจอ-รับ "ก๊าซ"ขาด! แต่ขึ้นราคาปุ๊บ-มีปั๊บ "หมัก"ออกจอ-รับ "ก๊าซ"ขาด! แต่ขึ้นราคาปุ๊บ-มีปั๊บ ตรวจปั๊มแอลพีจี ปิด-ขึ้นป้ายหมด ปตท.โต้กักตุน
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยว่า มีผู้ชมทางบ้านถามเข้ามาในรายการ กรณีที่ขณะนี้ปั๊มแอลพีจีในกรุงเทพฯ ไม่มีขายเลย มีการกักตุนจนเดือดร้อน ช่วยหาทางแก้ คงไม่ต้องแก้เพราะในวันที่ 1 ก.ค.นี้ เมื่อมีการปรับปรุงราคาเขาก็เอาออกมาขายได้ธรรมดา "ต้องบอกว่ามันเป็นสันดานของไอ้คนพวกนี้ เล็กๆ น้อยๆ นิดๆ หน่อยๆ แต่อย่างว่าไอ้พวกกักตุนไม่กี่วันมันก็หากินกัน ขอให้ทนสัก 1-2 วัน ดีไม่ดีถ้าหาเติมไม่ได้วันจันทร์ก็หยุดมันเลย เพราะวันอังคารราคาใหม่ก็ออกมาแล้ว ไม่ได้แพงกว่าเดิมไปเท่าไหร่หรอก แต่บังเอิญเขากำหนดไว้ล่วงหน้ามาเป็นครึ่งค่อนปีแล้วว่าวันนี้จะขึ้น เป็นสันดานของคนพวกนี้ที่ทำกัน เอาเปรียบนิดๆ หน่อยๆ ก็เอา ผมขอกล่าวหาอย่างเต็มที่ เดี๋ยววันอังคาร 1 ก.ค.ราคาใหม่ก็มีออกมาขาย ไม่ลำบากยากเข็ญอะไรนักหนา การประกาศขึ้นราคาก๊าซในวันที่ 1 ก.ค.นี้มีประกาศไว้ก่อนที่ผมจะมาเป็นรัฐบาล และต่อไปถึงปี "52 จะมีการขึ้นอีก โดยขึ้นเศษหนึ่งส่วนสาม คือประมาณ 15 บาท อีก 2 ปีข้างหน้า" นายสมัครกล่าว นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงเช้ากรมการค้าภายในได้รายงานให้ทราบว่า จากการตรวจสอบผู้ค้าที่จำหน่ายก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ขณะนี้ พบมีผู้ค้าหลายรายกักตุน ไม่ยอมจำหน่ายก๊าซให้แก่ประชาชน โดยอ้างว่าก๊าซหมด เพื่อฉวยโอกาสในช่วงที่จะมีการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. หวังนำก๊าซที่มีไปจำหน่ายในราคาใหม่ ถือเป็นการกระทำผิดตามกฎหมาย และได้สั่งการให้กรมการค้าภายในดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดกับผู้ค้าเหล่านี้ นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวภายหลังนำคณะออกสุ่มตรวจสถานีบริการก๊าซแอลพีจี ที่ จ.ปทุมธานี หลังจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าก๊าซแอลพีจีไม่มีจำหน่ายในหลายสถานี เพื่อหวังกักตุนหลังจากที่กระทรวงพลังงานจะมีการประกาศปรับก๊าซแอลพีจีลอยตัวภายในเดือนก.ค.นี้ โดยกรมการค้าภายในขอย้ำและเตือนสถานีบริการก๊าซทุกแห่งทั่วประเทศว่าก๊าซแอลพีจีเป็นสินค้าควบคุม หากสถานีบริการไม่ยอมจำหน่ายและอ้างก๊าซหมดเพื่อกักตุนไว้ จะมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ "ปัญหาก๊าซแอลพีจีไม่เพียงพอต่อการให้บริการในช่วงที่ผ่านมา คงต้องตรวจสอบดูว่าเกิดจากปัญหาการกักตุนของปั๊มค้าปลีกรายย่อย หรือปัญหาการจัดส่งของผู้ผลิตรายใหญ่ ขณะนี้ยอมรับว่าปั๊มหลายแห่งมีปัญหาการจัดส่งก๊าซจนไม่พอจำหน่ายแก่ประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีจำหน่ายของปั๊มปตท. ทำให้มีการต่อแถวยาว โดยจำนวนปั๊มก๊าซทั้งเอ็นจีวีและแอลพีจีมีทั้งหมด 449 แห่งทั่วประเทศ เป็นแอลพีจี 236 แห่ง และเอ็นจีวี 213 แห่ง ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวกรมการค้าภายในจะเรียกประชุมผู้ค้าก๊าซรายใหญ่และกรมธุรกิจพลังงานในวันที่ 30 มิ.ย. เวลา 09.00 น เพื่อดูว่าปัญหาก๊าซแอลพีจีขาดตลาดเกิดจากปัญหาการจัดส่งหรือไม่ และสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติเมื่อไหร่" นายยรรยงกล่าว และว่า หากแบ่งปริมาณความต้องการใช้ก๊าซแอลพีจีขณะนี้ พบว่า ใช้ในกลุ่มยานยนต์ร้อยละ 16 ภาคครัวเรือนร้อยละ 50 และภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 36 นายเมตตา บันเทิงสุข อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงกรณีกระทรวงพลังงานประกาศลอยตัวก๊าซแอลพีจีในต้นเดือนก.ค.ว่า ช่วงที่ผ่านมาทางกระทรวงมีปัญหาระบบการจัดส่งก๊าซจากชลบุรีมากทม. ทำให้ผู้ค้าไม่มีจำหน่าย แต่ตอนนี้การจัดส่งเป็นปกติแล้ว เหลือแค่ระบบถ่ายก๊าซจากเรือลงสู่รถบรรทุก ไม่น่าจะเป็นการกักตุนก๊าซของปั๊มผู้ค้า เพราะรัฐบาลยังไม่กำหนดวันที่แน่นอนในการประกาศขึ้นราคา และที่บรรจุก๊าซตามปั๊มภาชนะที่ใส่ก็มีจำกัด ไม่เหมือนการกักตุนน้ำมัน โดยปกติแล้วปั๊มก๊าซมีให้จำหน่ายเพียงแค่ 1-2 วันก็หมด และถ้ามีการกักตุนจริงสามารถร้องเรียนไปได้ที่กรมการค้าภายใน รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน แจ้งว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แจ้งให้ทราบว่าต้องสั่งนำเข้าก๊าซแอลพีจีเข้ามาในไทยอีก 40,000 ตัน โดยจะนำเข้าช่วงเดือนก.ค.ต้นเดือน 20,000 ตัน และปลายเดือนอีก 20,000 ตัน เพื่อเข้ามาเสริมการผลิตแอลพีจีในไทยที่ผลิตเดือนละ 300,000 ตัน แต่ขณะนี้ความต้องการใช้แอลพีจีในรถยนต์ และในโรงงานอุตสาหกรรมปรับสูงขึ้นมาก จนทำให้ผลิตแอลพีจีไม่พอใช้ ถือเป็นการนำเข้าล็อตที่ 2 หลังจากเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ปตท.นำเข้ามาแล้ว 22,000 ตัน โดยการนำเข้าในเดือนเม.ย.และก.ค. จะทำให้ไทยต้องนำเข้าแอลพีจีประมาณ 60,000 ตันคิดเป็นเงินที่ ปตท.ต้องชดเชยให้กับผู้ใช้แอลพีจีไปดังกล่าว 1,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้จะมีการเก็บคืน ปตท.จากผู้ใช้ในภาคขนส่ง และอุตสาหกรรม หลังจากที่กระทรวงพลังงานแยกราคาแอลพีจีในภาคขนส่งและครัวเรือนแล้ว โดยจะมีการบวกเงินเพิ่มเข้าไปในราคาแอลพีจีที่ขายตามปั๊มรถยนต์ และแอลพีจีที่ขายให้โรงงาน เพื่อให้ทั้งรถยนต์และโรงงานร่วมรับผิดชอบที่แห่มาใช้แอลพีจีจนทำให้ไทยต้องนำเข้า นายสุรงค์ บูลกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ปตท. กล่าวว่า แอลพีจีล็อตใหม่ 20,000 ตันที่ ปตท.สั่งนำเข้าจะมาถึงไทยในวันที่ 2 ก.ค. คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาแอลพีจีตึงตัวในช่วงนี้ได้ โดยการนำเข้าดังกล่าวเลื่อนออกจากกำหนดเดิมที่จะนำเข้าในวันที่ 27-28 มิ.ย. เป็นผลมาจากเรือบรรทุกก๊าซมีความจุ 40,000 ตัน แต่ ปตท.ต้องสั่งนำเข้าล็อตละไม่เกิน 20,000 ตัน เพราะท่าเรือรับก๊าซของ ปตท.ที่เขาบ่อยา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี รับก๊าซเพียง 20,000 ตันเท่านั้น เพราะเป็นท่าเรือเก่าใช้มาหลายสิบปี ทั้งนี้การนำเข้าแอลพีจีล็อตใหม่ทำให้ ปตท.ต้องขาดทุนกว่า 300 ล้านบาท เพราะราคานำเข้าสูงถึงตันละ 900 เหรียญสหรัฐ แต่ในไทยขายได้ที่ตันละ 320 เหรียญเท่านั้น นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียม (แอลพีจี) กล่าวว่า รับแจ้งจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ปั๊มขายแอลพีจีในรถยนต์เกิดปัญหาก๊าซหมดในบางแห่ง แต่ยืนยันว่าแอลพีจีในภาคครัวเรือนจะไม่ขาดแคลนแน่นอน เพราะกรมธุรกิจพลังงานมีนโยบายชัดเจนที่จะให้ผู้ค้าดูแลส่วนนี้ก่อนเป็นลำดับแรก เพราะการใช้ในรถยนต์และอุตสาหกรรมเป็นการใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ และคาดว่าหลังจาก ปตท.นำเข้าแอลพีจีล็อตใหม่มาแล้ว จะทำ ให้ปัญหาขาดแคลนในปั๊มแก๊สทุเลาลง นายชิษณุพงศ์กล่าวว่า สำหรับกรณีราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขี้นจากลิตรละ 25 บาท มาอยู่ประมาณลิตรละ 42 บาท ส่งผลกระทบต้นทุนการขนส่งของผู้ค้าก๊าซหุงต้มเฉลี่ยลิตรละ 30 สตางค์ หรือประมาณถังละ 4-5บาท สำหรับถังยอดนิยม 15 ก.ก. แต่ผู้ค้าไม่ได้ปรับราคาเพิ่ม เพราะทำตามนโยบายของกรมการค้าภายใน ขอร้องให้ผู้ค้าดูนโยบายราคาก๊าซหุงต้มของกระทรวงพลังงานที่จะแยกราคาเป็น 2 ส่วนในช่วงสิ้นเดือนก.ค.ระหว่างภาคครัวเรือน กับภาคขนส่งและอุตสาหกรรม โดยหากครัวเรือนไม่ปรับขึ้นเลยทางผู้ค้าก็อาจต้องยื่นขอปรับราคาค่าขนส่งดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้ไม่สามารถแบกรับภาระตรงนี้ได้อีกต่อไปแล้ว นายศิวะนันท์ ณ นคร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) หรือสบพ. กล่าวถึงสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้มีระดับรายจ่ายและรายรับที่ใกล้สมดุล โดยมีรายรับมากกว่ารายจ่ายเพียง 85 ล้านบาท เป็นอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่มีรายรับมากกว่า 155 ล้านบาท เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ ยังมีภาระในการดูแลราคาน้ำมันดีเซล พลังงานทดแทน และก๊าซแอลพีจี ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงพลังงานที่ต้องการบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน ทั้งนี้แม้ว่าฐานะกองทุนน้ำมันฯ ยังไม่ถึงขั้นติดลบ แต่ก็เป็นระดับที่ใกล้สมดุล ส่วนจะมีการบริหารเงินกองทุนน้ำมันฯ ไม่ให้มีปัญหาในลักษณะใดนั้น คงต้องหารือกับกระทรวงพลังงานอีกครั้ง เพราะถือเป็นเรื่องของนโยบาย ซึ่งยอมรับว่าที่ผ่านมากองทุนน้ำมันฯ มีภาระในหลายๆ ด้านเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันและก๊าซแอลพีจี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาปั๊มก๊าซแอลพีจีหลายแห่งได้ปรับขึ้นราคาขายปลีกแอลพีจี ประมาณ 30 สตางค์ต่อกิโลกรัม โดยอ้างว่าเป็นการปรับขึ้นตามต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดีเซล ไม่ใช่การปรับขึ้นตามแผนของกระทรวงพลังงาน ที่มีแผนจะปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมในเดือนก.ค.นี้แต่อย่างใด นายชัยวัฒน์ ชูฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ชี้แจงว่า จากปัญหาแอลพีจีในสถานีบริการเกิดการขาดแคลนและบางสถานีบริการขึ้นป้ายแอลพีจีหมดนั้น ปตท.ขอยืนยันว่า ได้มีการจ่ายแอลพีจีให้แก่ลูกค้าของ ปตท.และผู้ค้ามาตรา 7 ตามที่กรมธุรกิจพลังงานเป็นผู้กำหนดในปริมาณปกติเสมอมา ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาอาจมีปัญหาการขนส่งแอลพีจีจากคลังก๊าซเขาบ่อยา ที่ศรีราชา มายังคลังก๊าซบางจาก จากความแออัดของท่าเรือ แต่ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวได้มีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว จึงทำให้ปริมาณสำรองและความสามารถในการจ่ายก๊าซอยู่ในระดับปกติ อีกทั้งในสัปดาห์หน้าแอลพีจีที่นำเข้าจากต่างประเทศจะมาเพิ่มเติมอีก 22,000 ตัน และคาดว่าจะมีการทยอยนำเข้าตลอดทั้งปี ซึ่งจะทำให้มีแอลพีจีจำหน่ายในประเทศอย่างเพียงพอ นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้แอลพีจีในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากประมาณ 3 ล้านตันในปีที่ผ่านมา เป็น 3.5 ล้านตันในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.2 โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากการใช้ในรถยนต์ถึงร้อยละ 22.7 สาเหตุจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นตามภาวะตลาดโลก และประชาชนหันมาใช้แอลพีจีทดแทนเพิ่มขึ้นสูงเกินกว่าปกติ โดยปัจจุบันราคาในตลาดโลกอยู่ที่ 905 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่รัฐกำหนดให้โรงกลั่นและโรงแยกก๊าซในประเทศขายเพียง 332 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเท่ากับผู้ผลิตรับภาระอยู่ประมาณเกือบ 600 เหรียญสหรัฐต่อตัน ดังนั้นหากโครงสร้างราคายังคงเป็นเช่นในปัจจุบัน อนาคตอาจทำให้เกิดปัญหาถังเก็บจ่ายรองรับการนำเข้าของ ปตท.ที่มีอยู่ไม่เพียงพอได้ ขณะนี้ ปตท.มีสถานีบริการแอลพีจีเพียง 36 แห่ง จาก 236 แห่ง ขณะที่มีส่วนแบ่งตลาดในภาคขนส่งร้อยละ 7 ที่เหลือเป็นของผู้ค้ามาตรา 7 อื่น และขอยืนยันว่าปัญหาแอลพีจีที่ขาดแคลนนี้ ปตท.ไม่ได้กักตุนแต่อย่างใด ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 29 มิ.ย. ได้มีผู้ขับขี่รถแท็กซี่ และรถยนต์ ที่ติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจี ซึ่งได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากปั๊มก๊าซหลายแห่งปิดให้บริการ ได้โทรศัพท์ร้องเรียนไปยังสถานีวิทยุสวพ.91 และ จส.100 จำนวนมาก พร้อมทั้งสอบถามปั๊มก๊าซที่เปิดให้บริการว่ามีอยู่จุดใดบ้างเพื่อจะนำรถไปเติมก๊าซ โดยผู้ขับรถแท็กซี่ และประชาชนทั่วไปที่หวังดีโทรศัพท์เข้าไปยังรายการของสถานีวิทยุเพื่อบอกเส้นทางหรือปั๊มก๊าซที่เปิดให้บริการ โดยประชาชนรายหนึ่งบอกว่าปั๊มก๊าซย่านถนนพุทธมณฑลสาย 4 ติดป้ายหน้าปั๊มว่า "ก๊าซหมดปิดให้บริการ" ซึ่งปกติที่ผ่านมาปั๊มดังกล่าวไม่เคยปิดเลย ส่วนบรรยากาศการจำหน่ายก๊าซแอลพีจี ทั้งที่ถนนรามอินทรา-อาจณรงค์ จนถึงเส้นรัตนาธิเบศร์ ปั๊มก๊าซต่างปิดให้บริการ โดยติดป้ายว่าก๊าซหมด ส่วน ราคาแอลพีจีติดราคาไว้ที่ลิตรละ 11.20 บาท ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าบางร้านอาจมีการกักตุนก๊าซแอลพีจี จากการที่จะมีการปรับราคาก๊าซแอลพีจีลอยตัวในภาคการขนส่ง ในต้นเดือนก.ค.นี้ แม้กรมการค้าภายในจะประกาศเตือนว่ามีความผิดก็ตาม "นพดล"อ้างทหารหนุน ยังดันต่อ "เขาวิหาร"เข้าครม.อีก "นพดล"อ้างทหารหนุน ยังดันต่อ "เขาวิหาร"เข้าครม.อีก ถกคำสั่งศาลปกครอง คุยลั่น-มีทางออกที่ดี พันธมิตรได้ทีชูประเด็น ปักหลักไล่รัฐบาลต่อ!
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามใช้มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบแถลงการร่วมไทย-กัมพูชา สนับสนุนขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 ก.ค.จะหารือเรื่องดังกล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่าท่าทีของกัมพูชาต่อคำสั่งศาลปกครองของไทยเป็นอย่างไร นายนพดลกล่าวว่า ยังไม่ได้คุย แต่เรื่องนี้จะมีทางออกที่ดี ส่วนการประชุมร่วมกับคณะกรรมการมรดกโลกวันที่ 2 ก.ค.นี้ ที่ประเทศแคนาดา จะปรับเปลี่ยนคณะอย่างไรนั้นจะแจ้งอีกครั้ง เพราะต้องรอประเมินขอบเขตคำวินิจฉัยศาล โดยต้องระวังการทำงานไม่ให้ละเมิดอำนาจศาล "ส่วนการชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา เชื่อว่าตอบได้ชัดเจน และกระทรวงการต่างประเทศ คณะรัฐมนตรี ทหารก็สนับสนุน แต่อาจมีบางประเด็นที่บางส่วนยังไม่เข้าใจ ต้อง พยายามอธิบายต่อไป แต่ต้องระมัดระวัง เพราะศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล" นายนพดลกล่าว ด้านนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า นายอึง เซียน เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ย้ำกับตนว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และ รมต. ของไทยที่เกี่ยวข้องกับเขาพระวิหาร ถือเป็นเรื่องภายในของไทย และไม่ส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ผู้สื่อข่าวถามถึงคณะผู้แทนไทยที่จะไปประชุมกับคณะกรรมการมรดกโลกวันที่ 2 ก.ค. ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา นายวีระศักดิ์กล่าวว่า กำลังทบทวนอยู่ หากได้ข้อสรุปแล้วนายธฤต จรุงวัฒน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจะชี้แจง สำหรับท่าทีของสื่อกัมพูชานั้น เว็บไซต์ศูนย์สารนิเทศกัมพูชา(Cambodian Information Center) www.cambodia.org สื่อของรัฐบาลลงบทความ "หน้าเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหาร" ให้ลิงก์เข้าไปอ่านรายละเอียดประวัติความเป็นมาของปราสาทพระวิหาร คดีปราสาทพระวิหารระหว่างไทยและกัมพูชาที่ศาลโลกตัดสิน พร้อมทั้งย้ำว่าปราสาทเขาพระวิหารรวมทั้งดินแดนเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา มีรูปภาพปราสาทพระวิหารและรูปภาพธนบัตรใบละ 2,000 รีลที่มีรูปปราสาทพระวิหารอยู่ด้านหน้าธนบัตรด้วย ส่วนข้อมูลที่เป็นข่าว เว็บไซต์ดังกล่าวคัดลอกมาจากสื่อไทยที่นำเสนอข่าวเป็นภาษาอังกฤษ โดยนำเสนออย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไทยเริ่มเคลื่อน ไหวคัดค้านกัมพูชาที่เสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก นอกจากนี้ยังมีประเด็น "ความเห็น" นำข้อความมาจากสื่อต่างๆ เช่น พรรคสมรังสี วิทยุเอเชียเสรีหรือวีโอเอในกัมพูชา ลงเอกสารแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยและกัมพูชา ที่นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ลงนามร่วมกับนายซก อาน รองนายกฯกัมพูชา ขณะที่เว็บไซต์ "กัมโบเดีย โพสต์" สื่อภาษาอังกฤษของกัมพูชาลงข่าวปราสาทเขาพระวิหารว่า เป็นประเด็นร้อนระหว่างไทยและกัมพูชา พร้อมทั้งนำเสนอรูปภาพประกอบเพื่อตอกย้ำว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เช่น ธงกัมพูชาโบกสะบัดอยู่ที่ยอดปราสาทพระวิหาร อีกทั้งติดตามความเคลื่อนไหวการเมืองไทยเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และคำตัดสินของศาลปกครองกลางที่มีผลทำให้กระทรวงการต่างประเทศไทยต้องระงับการเดินหน้ากรณีปราสาทพระวิหาร เว็บไซต์ ขแมร์นิวส์ ดอท คอม นำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวโดยตลอด เช่น กลุ่มคนไทย 140 คนประท้วงหน้าประตูปราสาทพระวิหาร ทำให้กัมพูชาต้องปิดประตูทางขึ้นปราสาทในวันเดียวกันเพื่อความปลอดภัย ส่วนเว็บไซต์ "พนมเปญ โพสต์" รายงานข่าวว่า กัมพูชายังคงปิดจุดผ่านแดนที่จ.พระวิเฮียรต่อไป นับตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย. เพื่อความปลอดภัยของชาวกัมพูชา แต่เจ้าของกิจการบริเวณชายแดนโวยว่าไม่มีลูกค้าทำให้รายได้ตกลงไปมาก และนายรอส เฮง หัวหน้าจุดตรวจผ่านแดนพระวิเฮียรกล่าวว่า การปิดด่านอาจทำให้อาหารขาดแคลนในฝั่งกัมพูชา ที่สถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง พล.ร.อ. สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. กล่าวถึงเรื่องเดียว กันว่า เรื่องนี้ไม่อยากพูด คงตอบไม่ได้เพราะไม่รู้จริง เราอยู่วงนอก ดังนั้นคนที่รู้จริงเรื่องนี้คือกระทรวงการต่างประเทศ ในส่วนความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ตอนนี้ถือว่าดีมาก เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาตนไปประเทศกัมพูชาได้หารือกับผบ.ทร. และคณะนายทหารกัมพูชา ซึ่งเขาอยากให้เราสนับสนุนอะไรเราก็ยินดีและเตรียมการอยู่แล้ว ทั้งนี้ไม่ได้หารือเรื่องเขาพระวิหาร กองทัพทุกเหล่ามีความสัมพันธ์ทางทหารดีมาก ทางทหารยึดมั่นว่าประเทศเพื่อนบ้านจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยเฉพาะทางทหารจะต้องดีมากๆ ซึ่งเขตชายแดนทั่วประเทศไทยขณะนี้มีความสัมพันธ์ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน
"ผมอยากให้คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศให้มากที่สุด ดังนั้นให้ใจเย็นกันหน่อย จะทำอะไรให้คิดหน้าคิดหลังให้ดี มีปัญหาอะไรต้องคุยกัน อย่าใช้ความรุนแรง ทหารเรายึดถืออยู่อย่างหนึ่งว่า ประเทศเพื่อนบ้านของเราต้องเป็นมิตร และเราต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน" ผบ.ทร.กล่าว เมื่อถามว่าปัญหาจะบานปลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศหรือไม่ พล.ร.อ.สถิรพันธ์กล่าวว่า ต้องคิดถึงในเรื่องนี้ให้มาก ในส่วนกระทรวงการต่างประเทศคงได้หารือกับกรมแผนที่ทหาร เนื่องจากเป็นเรื่องของเขตแดน ในส่วนกองทัพเรือไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ต่อข้อถามว่ารัฐบาลชี้แจงเรื่องเขาพระวิหารในการอภิปรายไม่ไว้วางใจชัดเจนหรือไม่ พล.ร.อ.สถิรพันธ์กล่าวว่า ช่วงที่รัฐบาลชี้แจงตนอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้ติดตาม คงตอบไม่ได้ เมื่อถามว่าถ้าปรับครม. จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ ผบ.ทร.กล่าวว่า เรื่องนี้ให้ไปถามนายกฯ และ ครม. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องประสาทเขาวิหารว่า วันที่ 30 มิ.ย.จะทำหนังสือถึงคณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 21 คน โดยจะไปมอบให้ที่องค์การยูเนสโกประจำประเทศไทย เพื่อแสดงจุดยืนและความเห็นที่เกี่ยวข้องของประชาชนที่มีต่อเขาพระวิหาร นอกจากนี้จะมีส่งอีเมล์โดยตรงไปยังคณะกรรมการทั้ง 21 คน เพื่อให้การดำเนินการของคณะกรรมการอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและได้รับข้อมูลรอบด้าน พรรคประชาธิปัตย์อยากเรียนให้ประชาชนทราบว่าพรรคดำเนินการบนพื้นฐานประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ได้ทำเพื่อมุ่งหวังทางการเมืองหรือเพื่อผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง นายองอาจกล่าวอีกว่า พรรคคำนึงถึงจุดยืน 5 ข้อ คือ 1.การอภิปรายไว้ไว้วางใจที่ผ่านมาไม่ได้เป็น การปลุกระดมเพื่อให้เกิดการคลั่งชาติ แต่เสนอข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้รัฐบาลถลำลึกจนชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน 2.ไม่มีความประสงค์ที่จะให้การอภิปรายส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะเป็นการพูดคุยกันของคนในประเทศ 3.ไม่อยากให้รัฐบาลดำเนินการหมิ่นเหม่ต่ออธิปไตยของประเทศ 4.อยากให้รัฐบาลคำนึงถึงเสียงติติงทั้งของพรรคประชาธิปัตย์และนักวิชาการที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ และอยากให้รัฐบาลลดทิฐิคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนไทยที่เป็นเจ้าของประเทศ และ 5.อยากให้รัฐบาลแสดงความจริงใจไม่เอาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผลประโยชน์ส่วนตัวของใครมาเป็นตัวตั้งและควรพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความจริงใจในการดำเนินการ ขณะที่ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง ส.ส.ศรีสะเกษ โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกลุ่มพันธ มิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำลังขยายผลเรื่องเขาพระวิหารว่า กลุ่มพันธมิตรฯ หาทางลงจากการชุมนุมได้แล้ว เพราะขณะนี้ระบบรัฐสภากลับเข้าสู่ปกติมีการผลักดันเรื่องสำคัญเข้าสู่สภาเรียบร้อยแล้ว และพันธมิตรฯ ก็ระบุว่าได้รับชัย ชนะกรณีศาลปกครองมีคำสั่งระงับมติ ครม.ในแถลงการณ์ร่วมเรื่องเขาพระวิหารแล้ว ดังนั้นพันธมิตรฯ ควรกลับบ้านได้แล้ว ให้เวลารัฐบาลฟื้นฟูปัญหาประชาชน สิ่งที่ประกาศว่าไม่เอาระบอบรัฐสภาควรจะยุติเพราะเป็นการคิดที่นอกกรอบ ระบบรัฐสภากำลังดำเนินการให้เกิดความสมบูรณ์ สิ่งที่กังวลคือการปลุกกระแสชาตินิยมถือเป็นเรื่องน่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชา ชนเพื่อประชาธิปไตยบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล ช่วงเช้ามีชุมนุมอยู่ประมาณ 300 คน เวลา 10.00 น.นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ แถลงภายหลังประชุมแกนนำพันธมิตรฯ ว่า แกนนำประเมินสถานการณ์และกำหนดการเคลื่อนไหวช่วงต่อไป โดยยืนยันว่าจะเคลื่อนไหว หรือนำการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก และยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง ส่วนกรณีจะเป่านกหวีดระดมพลเมื่อไหร่ยังไม่ได้กำหนดวัน ถ้าจะเป่าต้องดูสถานการณ์เป็นหลัก แต่ตอนนี้กรณีเขาพระวิหารศาลปกครองสั่งคุ้มครองฉุกเฉินแล้ว ถือว่าพันธมิตรฯ ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งต่อไปจะจับตาดูรัฐบาลว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร อย่างน้อยๆ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ นายพิภพกล่าวต่อว่า นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ควรลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ทั้งนี้ปัญหาเขาพระวิหารพันธมิตรฯ ไม่ได้กำหนดกรอบว่ารัฐบาลต้องดำเนินการเสร็จสิ้นเมื่อใด แต่หากศาลปกครองมีมติเช่นนั้นคิดว่าการแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ก็ไม่มีความหมาย ตรงจุดนี้ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั้งโลกก็ดีใจ กลุ่มทนายพันธมิตรฯ ที่ไปดำเนินการเรื่องเขาพระวิหารก็ถูกถามจากประเทศต่างๆ เยอะ เนื่องจากเราชุมนุมเดินขบวนอย่างสงบ สันติ ตามรัฐธรรมนูญที่ทั่วโลกยอมรับ แต่เราจะยังใช้ขบวนการทางกฎหมายเพื่อให้ประเทศเดินไปในทางที่ดีขึ้น นายพิภพกล่าวอีกว่า เรื่องเขาพระวิหารขณะนี้พันธมิตรฯ ยังไม่เคลื่อนขบวนไปไหน แต่จะเพิ่มข้อมูลให้ผู้ชุมนุมและประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยจะระมัดระวังความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย กัมพูชา เรื่องนี้ไม่ใช่คนไทยทะเลาะกับเขมร แต่เป็นเรื่องนักธุรกิจ และอาชีพนักการเมือง หรือนักการเมืองทั้งของรัฐบาลไทย และรัฐบาลกัมพูชา พยายามเอาผลประโยชน์ส่วนตน ด้านธุรกิจของตนเองเป็นที่ตั้ง มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ เรื่องนี้ต้องขอชี้แจงให้รัฐบาลทราบว่าขบวนการข้ามชาตินี้นานา ชาติจะไม่สนับสนุน และจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ ผู้สื่อข่าวถามว่าวันพรุ่งนี้ศาลแพ่งจะพิจารณาคดีที่โรงเรียนราชวินิตฟ้องร้องให้พันธมิตรฯ รื้อถอนเวที นายพิภพกล่าวว่า พันธมิตรฯ คงยื่นค้านแน่นอน และเราพยายามใช้ขบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตามนักศึกษานักเรียนและครูที่ไปยื่นฟ้องมีเบื้องหลังอะไรก็แล้วแต่ เราก็สนับสนุนและชี้แจงต่อศาลว่า การใช้สิทธิชุมนุมเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและผลประโยชน์ประเทศชาติ ซึ่งอาจกระทบส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสียง กลิ่นเหม็น ซึ่งพยายามแก้ไขแล้วระดับหนึ่ง โดยเรื่องเสียงขณะนี้ยุติไปแล้ว ส่วนกรณีแม่ค้าตั้งร้านหน้าประตูโรงเรียน คาดว่าเย็นนี้จะเห็นผล อย่างไรก็ตามพันธมิตรฯ หารือกับผู้แทนของ ขสมก.ได้ข้อสรุปว่า ช่วงเวลาราชการจะให้รถเมล์ขับเข้ามาถึงบริเวณ แยกมิสกวัน และแยกสนามม้านางเลิ้ง เพื่อลดระยะทางเดินของเด็กนักเรียนให้สั้นลง ทั้งนี้เรื่องตรวจค้นกระเป๋าเด็กนักเรียนกำลังตรวจสอบว่ามีจริงหรือไม่ เมื่อถามว่าตำรวจระบุว่าหากศาลแพ่งมีคำสั่ง ให้พันธมิตรฯ รื้อเวที ตำรวจพร้อมช่วยรื้อเวที พันธมิตรฯ มีท่าทีอย่างไร นายพิภพกล่าวว่า พันธมิตรฯ ไม่ได้กังวลหรือคาดการณ์อะไรล่วงหน้า เพราะเกรงจะทำให้ผู้ร่วมชุมนุมเกิดปฏิกิริยาได้ ต่อข้อถามว่าพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.สส. ญาติผู้พี่ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปูดข่าวว่าพบแผนลอบสังหารพ.ต.ท.ทักษิณ นายพิภพกล่าวว่า หากเป็นจริงพล.อ.ชัยสิทธิ์ควรแสดงหลักฐานออกมา ไม่ใช่พูดเพื่อให้เกิดกระแสความสงสาร ยืนยันว่าพันธมิตรฯ ไม่เคยคิดเรื่องนี้ ฉะนั้นพล.อ.ชัยสิทธิ์ต้องรู้ว่าการแถลงครั้งนี้ทำเพื่อสร้างสถานการณ์ทางการเมือง หรือเป็นข้อเท็จจริง ตนไม่สามารถตอบได้ และพันธมิตรฯ ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ และไม่ได้พูดในที่ประชุมพันธมิตรฯ เลย คนที่ปูดข่าวนี้ออกมาควรชี้แจงข้อเท็จจริงออกมาว่าเป็นอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามว่าหากไม่มีการปรับ ครม.โดยเฉพาะนายนพดล พันธมิตรฯ จะเคลื่อนไหวอย่างไรหรือไม่ นายพิภพกล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลา ไม่ได้คาดการณ์ล่วงหน้า พันธมิตรฯ ต้องให้เกียรตินายนพดล และให้โอกาส เพราะนายนพดลเคยเป็นนักเรียนอังกฤษมาก่อน หากนายนพดลไม่มีระดับจริยธรรมเท่ากับนักการเมืองประเทศอังกฤษก็แสดงว่านายนพดลไม่ต้องการยกระดับการเมืองไทย ในการเพิ่มจริยธรรมนักการเมืองไทย ซึ่งนายนพดลควรเริ่มต้นยกระดับการเมืองไทย ในฐานะที่รู้สถานะการเมืองไทยอย่างดี "ผมขออย่างเดียว เวลามีคนแสดงความกล้าหาญเรื่องจริยธรรม ถ้ารับผิดชอบอย่าไปบอกว่าเค้าแพ้ คือ คนไทยไปคิดว่า ถ้าออกคือแพ้ เขาก็เลยไม่ลาออกกัน เราควรสนับสนุนการแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรม เหมือนกับรัฐมนตรีประเทศอินเดีย แค่รถไฟตกราง มีคนตายเยอะก็ลาออกทันที และคนอินเดียจะไม่บอกว่า รัฐมน ตรีเขาแพ้ แต่แสดงความรับผิดชอบ อยากให้สังคมไทยยกระดับเรื่องนี้ เพื่อให้นักการเมืองกล้าแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรม และหวังว่านายนพดลจะกล้าแสดงความกล้าหาญ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีอินเดีย" แกนนำพันธมิตรฯ กล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น.ขณะที่มีผู้ชุมนุมประมาณ 500 คน เกิดเหตุอาสาสมัครทหารพรานบันเทิง เยาวภาคย์ เมาสุราเข้ามาปะปน กับผู้ชุมนุม กลุ่มรปภ.ของพันธมิตรฯ เข้าไปเชิญตัวออกนอกพื้นที่ แต่อาสาสมัครทหารพรานบันเทิงวิ่งหนี ปีนรั้วประตู 4 ทำเนียบรัฐบาลข้ามไปภายใน ตำรวจทำเนียบจับกุมตัวนำไปสอบสวน แต่อาสาสมัครทหารพรานบันเทิงอยู่ในสภาพมึนเมาอย่างหนักพูดไม่รู้เรื่อง เจ้าหน้าที่จึงส่งดำเนินคดีที่ สน.ดุสิต ข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ วันเดียวกันเวลา 09.00 น.ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายสมาน ศรีงาม ประธานสภาประชาธิปไตยแห่งชาติ กล่าวว่า ตนพร้อมด้วยกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรฯ จะยังคงปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร โดยเคลื่อนย้ายบ้านเรือนไทยเข้าไปใน เขตแดนไทยที่เชิงเขาพระวิหารให้ได้ โดยจะเคลื่อนย้ายครั้งละประมาณ 200 เมตร และขอความร่วมมือทหารและตำรวจไม่ให้สกัดกั้น แม้ว่าการเข้าไปในเขตแนวชายแดนจะมีอันตราย ขณะนี้ประสานงานไปยังญาติธรรมทั่วประเทศ เพื่อเชิญชวนมาร่วมปฏิบัติธรรมที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ตนจะใช้ธรรมะคลี่คลายสถานการณ์ ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โดยชุมนุมแบบอหิงสาจนกว่าจะได้ผืนแผ่นดินไทยที่เชิงเขาพระวิหารคืนมา นายสมานกล่าวต่อว่า ตนยื่นข้อเรียกร้องไปถึงรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ขอให้รัฐบาลยุติการเจรจากับกัมพูชาเรื่องรับรองให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก 2.ขอให้รัฐบาลประสานรัฐบาลกัมพูชา เพื่อให้ถอนตัวจากเขตแดนไทยที่เชิงเขาพระวิหาร และชาวกัมพูชาควรกลับไปอยู่ในเขตแดนของตนเอง 3.ขอให้รัฐบาลกัมพูชาถอนตัวออกจากการยึดครองมลฑลบูรพา ประกอบ ด้วย จ.พระตะบอง และ จ.พิบูลสงคราม เพื่อส่งมอบคืนกลับมาเป็นของไทยเช่นเดิม เมื่อเวลา 11.00 น.ที่บริเวณเวทีพูนดิน สนามหน้าร.ร.อนุบาลศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ นายทิวา รุ้งแก้ว ประธานคณะกรรมการประสานงานเพื่อพัฒนา จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วยนายศิริพงศ์ ไพศาลสุวรรณ ประธานชมรมครูประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ นายอรุณศักดิ์ โอชารส ประธาน สมัชชาประชาชนศรีสะเกษ นายเทอดสิทธิ์ อุตส่าห์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานทวงคืนเขาพระวิหาร นายบุญรวม จันทะมาศ ทนาย ความและปราชญ์ชาวบ้านศรีสะเกษ นำเครือข่ายพันธมิตรฯ ศรีสะเกษ จัดเสวนาเรื่อง "ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ชาวศรีสะเกษ ได้เสียอะไร" นายทิวา รุ้งแก้ว กล่าวว่า ชาวศรีสะเกษจะเคลื่อนไหวต่อไป โดยเฉพาะล่ารายชื่อประชาชนทั่วประเทศคัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ยื่นต่อองค์การยูเนสโก ประจำประเทศไทย ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ เมื่อเวลา 18.30 น.นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ แถลงว่า ตามที่ครูและนักเรียนรวมทั้งผู้ปกครองร.ร.ราชวินิตมัธยม ฟ้องศาลแพ่งเพื่อให้รื้อถอนเวทีพันธมิตรฯ ซึ่งศาลนัดพิจารณาวันที่ 30 มิ.ย.นี้นั้น ทางกลุ่มพันธ มิตรฯ จะส่งทนายความยื่นให้การเพิ่มเติม 3 ประเด็นคือ 1.สิทธิการชุมนุมอย่างสันติ ปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ 2.ที่ผ่านมามีกระบวน การไกล่เกลี่ยกับร.ร.รวมทั้งหน่วยงานราชการใกล้เคียงตลอดเวลา มีทีท่าอะลุ้มอล่วยกัน กลุ่มที่ร้องเรียนไม่ใช่ตัวแทนที่เคยเจรจา 3.กรณีคำสั่งศาลปกครองกลางที่ให้ระงับคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร เพื่อยืนยันว่าผลจากการชุมนุมทำให้ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติไว้ได้ นายสุริยะใสกล่าวต่อว่า โดยพฤตินัยรัฐบาลไม่มีความชอบธรรมแล้ว เพราะสร้างวิกฤตความน่าเชื่อถือ ความไม่ไว้วางใจ แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เกิดความแตกแยกในหลายส่วน มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีวาระซ่อนเร้น จึงมีความชอบธรรมเต็มที่ที่จะยืนหยัดให้รัฐบาลชุดนี้ออกไป "ในวันที่ 2 ก.ค.นี้จะมีงานเลี้ยงรุ่นเตรียม ทหารรุ่น 6 จะมีผู้นำเหล่าทัพไปร่วมงานจำนวนมาก และเชิญนางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไปเป็นแขกพิเศษด้วย ความได้เปรียบของฝ่ายการเมืองคือเป็นผู้จัดโผโยกย้าย โดยเฉพาะการโยกย้ายใหญ่ช่วงเดือนก.ย. ถือเป็นอาวุธสำคัญที่ฝ่ายรัฐบาลหุ่นเชิดนี้มีอำนาจต่อรอง อาจทำให้กองทัพคำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์และตำแหน่งในกองทัพโดยไม่สนใจวิกฤตบ้านเมือง อาจตกเป็นเครื่องมือและยอมรับเงื่อนไขของฝ่ายการเมืองในที่สุด ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลอยู่ยาวลากไปถึงต้นปีหรือปลายปีหน้า" ผู้ประสานงานพันธมิตรฯกล่าว นายสุริยะใสกล่าวต่อว่า ข่าวที่ออกมาพยายามชี้ว่าพันธมิตรฯ ต้องการรัฐประหาร โดยหยิบยกกรณีบทเรียน 19 ก.ย. ต้องยอมรับว่าในยามวิกฤตบ้านเมืองกองทัพเป็นพลังชี้ขาด ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ตัวแปรทางการเมืองนาทีนี้กลับไปอยู่ที่กองทัพอีกครั้ง ฉะนั้นการที่กองทัพอยากแสดงท่าทีทางการเมืองจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ผ่านมากองทัพนิ่งเฉย เงียบผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีเขาพระวิหารที่เห็นชัดว่าเราจะเสียอธิปไตยและเสียดินแดน จึงแคลงใจว่ากองทัพไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยหรือ ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจ แต่กำลังบอกว่าถึงเวลาที่กองทัพต้องคิดใหม่ บทบาทของกองทัพกับการเมืองแยกกันไม่ออก มีความสำคัญทั้งทางการและไม่ทางการอยู่ แล้ว ประคับประคองบ้านเมืองให้ไปได้ในทิศทางในร่องรอยประชาธิปไตย ซึ่งมีหลายรูปแบบไม่ใช่จบแค่รัฐประหาร |
|
|||||||||
|
|